Powered By Blogger

เกี่ยวกับฉัน

วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553

วงจรสี

วงจรสี
ขั้นที่ 1 แม่สี คือ PRIMARY เช่น สีแดง , สีเหลือง , สีน้ำเงิน
ขั้นที่ 2 สีรอง คือ SECONDARY เช่น สีส้ม , สีม่วง , สีเขียว
ขั้นที่ 3 TETIARY เช่น สีส้มแดง , สีส้มเหลือง , สีม่วงแดง , สีคราม , สีเขียวอ่อน , สีน้ำเงิน+สีเขียว ได้ เขียวน้ำเงิน

คำศัพท์ที่เกี่ยวกับสี
1. Hue แปลว่า ตัวสีหรือเนื้อสี
2. Saturation แปลว่า ความจัดจ้านของสีหรือความเจิดจ้าของสี
3. Value แปลว่า ค่าน้ำหนักของสี

สี (color)
1. CMYK ใช้สำหรับกับสิ่งพิมพ์ มี 4 สี เช่น หนังสือพิมพ์ 4 สี
CYAN สีน้ำเงิน , MAGENTA สีชมพูบานเย็น, YELLOW สีเหลือง , BLACK สีดำ
สีนอกเหนือจากที่พิมพ์ออกมาในการพิมพ์ 4 สี คือการทับกันของสีสองสี
2. RGB (แดง, เขียว, ฟ้า) ลงเว็บไซต์หรือบนหน้าจอ
กำหนดเช่น 141R, 145G, 32B ได้สีเขียวขี้ม้า


  การใช้สีเอกรงค์ (monochromatic color) เป็นวิธีการใช้สีให้ประสาน กลมกลืนง่ายที่สุด เพราะเป็นการใช้สี สีเดียวทำให้เกิดความหลากหลายมากกว่า 1 สี โดยผสมสีขาวหรือสีดำเข้ากับสีที่มีความอิ่มตัวนั้น
      



   การใช้สี 3 สี ช่วงห่างเท่ากัน (triads) เป็นการใช้สีในวงจรสี ที่มีตำแหน่ง3 สี เช่น สีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน เป็นสีทีตัดโดยน้ำหนัก มีลักษณะการใช้ตรงไปห่างกันทุกๆ ตรงมาดูสดใส มีความสัมพันธ์กันอย่างโดดเด่นและสะดุดตา

   การใช้สีข้างเคียง ( Analogous ) เป็นการใช้สี 2 สีหรือมากกว่า ซึ่งเรียงในวงจรโดยยึดสีใดสีหนึ่งเป็นหลักก่อน แล้วนับไปทางซ้ายหรือขวาทางใดทางหนึ่งหรือ 2 ทาง สีหลักและสีข้างเคียงนับรวมกันไม่เกิน4 สี ถ้าจะให้กลมกลืนก็นับเพียง 3 สีเท่านั้น 
   

   การใช้สี 3 สี ช่วงห่างไม่เท่ากัน (split complementary colors)
เป็นการใช้สี 3 สีซึ่งเมื่อเชื่อมโยงเส้นต่อกันทั้ง 3 สี จะเกิดเป็นสามเหลี่ยมหน้าจั่ว การใช้สีแบบผสมผสานระหว่างสี โทนร้อนและโทนเย็นโดยเริ่มจากการเลือกสีใดสีหนึ่ง และจับคู่กับอีก 2 สี ในโทนสี
ตรงข้มกัน

   การใสสีตรงข้าม ( Complementary ) การใช้สีตรงข้ามกัน สามารถช่วยเน้นความโดดเด่นได้ดีควรใช้สีดำหรือเทา เพื่อลดความรุนแรงของสี

การใช้ตัวอักษร (TYPOGRAPHY)

ไทโปกราฟีค (Typography ) หมายถึงตัวพิมพ์ การทำตัวพิมพ์ ศิลปะการพิมพ์ การพิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ การจัดตัวเรียง และผลงานการพิมพ์อันเนื่องมาจากตัวพิมพ์

ตัวอักษร เป็นพยัญชนะ ตัวหนังสือ ตัวเลข ที่มาเรียงเป็นข้อความ เป็นส่วนหนึ่งของงานพิมพ์ซึ่งมีความสำคัยิ่ง เพราะช่วยให้เกิดการสื่อสารตามจุดประสงค์ของสิ่งพิมพ์นั้น ในการพิมพ์ระยะแรกๆ (ประมาณกลางศตวรรษที่ 5 ) ยังไม่มีการพิมพ์ตัวอักษร ส่วนมากเป็นการพิมพ์ในลักษณะการประทับตราและพิมพ์เป็นภาพ ต่อมามีความจำเป็นในการที่จะต้องบันทึกเรื่องราวบันทึกหลักฐานต่างๆไว้ หรือแจ้งข่าวให้คนส่วนใหญ่รับยรู้ จึงเกิดการพิมพ์เป็นตัวอักษรขึ้น และมีการพัฒนาต่อเนื่องกันมา โดยเริ่มตั้งแต่การเขียน การออกแบบตัวอักษร (Lettering ) จนในปัจจุบันเรามีตัวอักษรที่สร้างขึ้นเป็นแบบมาตรฐาน เรียกว่าตัวเรียงซึ่งมี 2 ลักษณะ คือตัวเรียงแบบร้อน เกิดจากการหล่อด้วยโลหะเช่นตะกั่ว ทองแดง ฯลฯ และตัวเรียงแบบเย็น เกิดจากการสร้างตัวอักษรโดยใช้ระบบการอัดภาพบนแผ่นกระดาษ ตัวเรียงแบบเย็นนี้ จะต้องนำไปผ่านกระบวนการอื่นอีขั้นหนึ่งก่อนจึงจะเป็นแม่พิมพ์ได้ (ถ่ายฟิล์ม อัดเพลท) เพื่อให้นักศึกษารู้จักความเป็นมาของตัวเรียง


ในการเลือกตัวอักษร สำหรับการทำต้นฉบับสิ่งพิมพ์ จุดสำคัญคือ ควรอ่านได้ง่าย (Legibility ) เข้าใจง่าย (Readability ) และมีความงาม น่าสนใจ (Beautifullity ) นอกจากนี้ควรคำนึงถึงข้อต่างๆต่อไปนี้

1. รูปแบบตัวอักษร
(Type Face ) อักษรไทยมีหลายรูปแบบ สามารถจัดเป็นกลุ่มได้เช่น ตัวแบบราชการ ตัวแบบอารักษ์ ตัวแบบหัวกลม ตัวแบบหัวตัด (ตัวลิปบิ้น) ตัวแบบไม่มีหัว (ตัวหัวบอด) และตัวประดิษฐ์ ควรเลือตัวให้เหมาะสมกับงานเช่น งานเอกสารตำราควรใช้ตัวอักษรในกลุ่มตัวแบบราชการ บัตรเชิญสำหรับผู้ใหญ่ควรใช้ตัวแบบอารักษ์ การ์ดเชิญสำหรับวัยรุ่นควรมีลักษณะที่กันเอง เก๋ แปลกตา เป็นต้น อักษรภาษาอังกฤษ จะแบ่งเป็นกลุ่มๆ มีโค๊ตหรือรหัสกำกับไว้ให้เลือกใช้ได้มากมาย
2. ขนาดของตัวอักษร (Size ) ขนาดความสูงของตัวอักษรควรจะสอดคล้องกับวัยของผู้อ่าน การรับรู้ของกลุ่มเป้าหมาย ตำแหน่งหรือระยะในการมองเห็น ตัวอักษรภาษาอังกฤษควรใช้ความสูง 9,10,11,12 พ้อยท์ เป็นตัวพื้น ในขณะที่ภาษาไทยใช้ความสูง 12,14,16 พ้อยท์เป็นตัวพื้น นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงความกว้างของคอลัมน์ และการเว้นวรรคด้วย เช่น ตัวอักษรขนาด 9,10,11,12 พ้อยท์ ควรใช้ความกว้างของคอลัมน์ 18-24 ไพก้า (ประมาณ 7-13.5 เซ็นติเมตร) จะทำให้อ่านได้ง่ายขึ้น

3. ความกลมกลืนของตัวอักษร ควรใช้ตัวอักษรที่มีลักษณะเข้ากันได้ (Unity ) เป็นตัวอักษรแบบเดียวกันหรือคล้ายกัน เพื่อให้เกิดความกลมกลืนหรือความเป็นหน่วยเดียวกัน
4. ลักษณะและอารมณ์ของตัวอักษร
(Type Carecter) ตัวอักษรแต่ละแบบให้อารมณ์และความรู้สึกที่แตกต่างกัน จึงควรพิจารณาใช้ให้เหมาะสมกับเรื่องที่ต้องการแสดงออกเช่น ความหวานซึ้งของนวนิยาย ความลึกลับน่าสะพึงกลัว ของเรื่องผี ความยิ่งใหญ่ของ เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ส่วนใหญ่ จะเป็นตัวประดิษฐ์หรือตัวเรียง
5. ความกว้างของข้อความหรือคอลัมน์
(Colum ) ควรกำหนดให้เหมาะสมกับขนาดความกว้าง ยาว ของสิ่งพิมพ์ เช่นถ้าเป็นหนังสือขนาด 8 หน้ายกธรรมดาหรือ 8 หน้ายกพิเศษ 2 คอลัมน์จะกว้างประมาณ 8 -9 เซนติเมตร ถ้า 3 คอลัมน์จะกว้างประมาณ 5-6 เซนติเมตร นิตยสารบางฉบับอาจทำเป็น 4 คอลัมน์เพื่อให้ดูโปร่งตา น่าอ่าน ซึ่งจะกว้างประมาณ 3-4 เซนติเมตร

วันเสาร์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2553

โลโก้




  
โลโก้ หรือสัญลักษณ์ ส่วนใหญ่เกิดจากการสร้างขึ้นโดยใช้รูปร่างทรงพื้นฐานใช้การกำหนดสี ลักษณะผิว รวมทั้งการใช้องค์ประกอบต่าง ๆ เพื่อสื่อสารความหมายให้ตรงตามความต้องการ

การลดทอน
การทำไอคอน ภาษาไทยของไอคอนคือ สัญรูป
+เลือก สัญรูปสามารถสร้างโดยเลือกลักษณะเฉพาะตัว
ของวัตถุมาลดทอนรายละเอียดและนำเสนอเพื่อสื่อความหมาย


+ลด การลดทอนวัตถุเหมือนจริงให้สามารถแทนความหมายโดยสัญรูปมีหลากหลายแนวทางและวิธีการ ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ทักษะประสบการณ์และสไตล์ของนักออกแบบ เป็นต้น

+เน้น ในการนำสัญรูปไปใช้งานควรมีการเน้นเส้นให้ เหมาะสมกับขนาดเส้นที่บางเกินไป จะทำให้ดูไม่   ชัดเจนในขนาดที่ใหญ่ ส่วนเส้นที่หนาเกินไปก็ควรเน้น

องค์ประกอบ
เครื่องหมายสัญลักษณ์นี้ประกอบด้วยรูปร่างที่ซ้ำกัน จัดวางล้อมรอบศูนย์กลาง

 +รูปร่างต่างๆ สามารถจัดวางร่วมกับรุปร่างสีต่างๆเป็นพื้นฐานในการสร้างลวดลายหรืองานกราฟิก
 +รูปร่างที่สื่อความหมายจัดวางบนรูปร่างนามธรรม ช่วยส่งเสริมกันและกันในการจัดวางองค์ประกอบ
 +การจัดวางองค์ประกอบสามารถจัดวางรูปร่างภายในรูปร่าง
 +รูปร่างวงกลมจัดวางรวมกับรูปร่าอิสระในตำหน่งแบบสมมาตรบนสี่เหลี่ยม การติดกันสามารถสร้างแรงดึงดูดได้

รูปแบบ FONT ต่างๆ